โรคพิษสุนัขบ้า
โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) หรือโรคกลัวน้ำ เป็นเชื้อไวรัสร้ายแรงที่ส่งผลต่อระบบประสาท ติดต่อสู่คนผ่านการถูกสัตว์เลือดอุ่น เช่น สุนัข แมว กัด ข่วน หรือเลียบริเวณแผล มีอันตรายถึงชีวิตสูงเกือบ 100% หากเกิดอาการแล้วจะไม่มีทางรักษา แต่สามารถ ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ทันทีหลังถูกสัตว์กัด
อาการของโรคพิษสุนัขบ้าในคน
ระยะฟักตัวของเชื้ออาจยาวนานตั้งเเต่ไม่กี่วันจนถึงหลายเดือน โดยมีอาการหลัก 3 ระยะ คือ:
- ระยะอาการนำ (Prodromal Phase): ไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เจ็บคอ เบื่ออาหาร และมีอาการเฉพาะเจาะจงคือ คัน แสบร้อน หรือปวดแปล๊บๆ บริเวณที่ถูกกัด
- ระยะอาการทางระบบประสาท (Acute Neurologic Phase): มีอาการคุ้มคลั่ง กระสับกระส่าย กลัวน้ำ (หิวน้ำแต่กลืนไม่ได้เพราะกล้ามเนื้อคอกระตุก) กลัวลม ไม่ชอบแสงหรือเสียงดัง
- ระยะสุดท้าย: หมดสติ อัมพาต และเสียชีวิตในที่สุด
การดูแลตนเองเมื่อถูกสัตว์กัด/ข่วน
- รีบล้างแผลทันที: ด้วยน้ำสะอาดและสบู่ให้ลึกถึงข้างใน ล้างเบาๆ อย่างน้อย 10-15 นาที เพื่อลดจำนวนเชื้อไวรัส
- ใส่ยาฆ่าเชื้อ: เช่น เบตาดีน เพื่อทำลายเชื้อไวรัสบริเวณแผล
- พบแพทย์ทันที: เพื่อรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และวัคซีนบาดทะยัก รวมถึงพิจารณาการฉีดอิมมูโนโกลบุลิน (Immune Globulin) สำหรับแผลที่มีความเสี่ยงสูง
- กักสัตว์: กักสุนัขหรือแมวที่กัดไว้ดูอาการ 10 วัน และสังเกตพฤติกรรม
การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
- พาสัตว์เลี้ยงฉีดวัคซีน: ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเข็มแรกเมื่ออายุ 12 สัปดาห์ และกระตุ้นซ้ำทุกปี
- หลีกเลี่ยงสัตว์เสี่ยง: ไม่เข้าใกล้หรือรังแกสัตว์ที่ไม่รู้จัก/ไม่มีเจ้าของ
- ฉีดวัคซีนป้องกันในคน: สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น สัตวแพทย์ หรือคนที่ต้องสัมผัสสัตว์เป็นประจำ
หากถูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด หรือข่วน ควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินความจำเป็นในการฉีดวัคซีนทันที ไม่ควรนิ่งนอนใจเด็ดขาด